รายละเอียดโครงการ

  • แหล่งทุน: [object Object]
  • ปีงบประมาณ: 2018
  • ลักษณะโครงการ: โครงการเดี่ยว
  • ประเภทโครงการ: โครงการวิจัยสาขาเกษตรศาสตร์
  • หัวหน้าโครงการ: ดร.สุภัทรา ถึกสถิตย์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์
  • ผู้ร่วมวิจัย:

ความเป็นมาของโครงการ

ลุ่มน้ำยม เป็นลุ่มน้ำหลักที่สำคัญลุ่มน้ำหนึ่งของประเทศไทย ซึ่ง 1 ใน 3 ของความยาวทั้งหมดของลำน้ำ ไหลผ่านจังหวัดแพร่ ที่มีลำน้ำสาขาและลำห้วยกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ จำนวนมาก ทำให้มีปริมาณน้ำท่าไหลลงสู่ลำน้ำในปริมาณมาก ปัจจุบันลำน้ำยมและลำน้ำสาขาที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดแพร่ประสบปัญหาพื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกทำลายเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำการเกษตรอย่างแพร่หลาย ทำให้พื้นที่ป่าไม้โดยเฉพาะป่าต้นน้ำลำธารลดลงอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไปเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในปัจจุบันจังหวัดแพร่มีพื้นที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากกว่า 300,000 ไร่ และจากข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดิน (2556) พบว่าประเทศไทยมีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งสิ้น 7,839,843 ไร่ โดยปลูกในภาคเหนือ 5,592,375 ไร่ ซึ่งพบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในพื้นที่เขตป่าไม้ ที่เป็นพื้นที่สูง การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินดังกล่าว เป็นสาเหตุหลักที่สำคัญสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ทั้งนี้เพราะขาดแหล่งเก็บน้ำต้นทุน ที่จะนำมาใช้ได้อย่างเพียงพอในทุกฤดูกาล อีกทั้งปัญหาอุทกภัยที่เกิดจากน้ำป่าไหลหลากและโคลนถล่ม บริเวณพื้นที่ที่มีความลาดชันเมื่อเกิดฝนตกปริมาณมาก รวมทั้งปัญหาคุณภาพน้ำจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร ล้วนสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อาจส่งผลกระทบต่ออุทกวิทยาของดิน ซึ่งมีความสำคัญต่อขบวนการซึมน้ำ การกักเก็บน้ำไว้ในดิน และการปลดปล่อยน้ำลงสู่ลำธาร อันส่งผลต่อเนื่องไปถึงปริมาณ และช่วงเวลาการไหลของน้ำท่าในพื้นที่ลุ่มน้ำนั้น ๆ ซึ่งมีความสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ อีกทั้งการใช้สารเคมีในขบวนการเพาะปลูกดังกล่าว ยังส่งผลต่อคุณภาพน้ำในลำธารอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นจะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์น้ำท่วม และภัยแล้งมีความถี่ในการเกิดมากขึ้นในปัจจุบัน ด้วยเหตุดังกล่าว การศึกษาวิจัยถึงผลที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีการใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งมีข้อมูลทางอุทกวิทยาดินในการใช้ที่ดินดังกล่าวค่อนข้างน้อย โดยในการศึกษาเกี่ยวกับอุทกวิทยาของดิน ปริมาณน้ำท่า และคุณภาพน้ำ ในพื้นที่ปลูกปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูง บริเวณลุ่มน้ำสาขาแม่ถาง จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำยมในครั้งนี้ เพื่อทราบถึงผลของการใช้ที่ดินในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ลุ่มน้ำต่อสมบัติทางอุทกวิทยาของดิน ซึ่งจะมีผลต่อขบวนการอุทกวิทยาต่างๆ รวมทั้งจะทำการศึกษาปริมาณน้ำท่า และคุณภาพน้ำในพื้นที่ศึกษาร่วมด้วย เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการจำลองสถานการณ์การใช้ประโยชน์ที่ดินที่เหมาะสม โดยผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การจัดการทรัพยากรน้ำ และการจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์

1. เพื่อศึกษาสมบัติบางประการของอุทกวิทยาดิน ปริมาณน้ำท่า และคุณภาพน้ำ ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูง ของลุ่มน้ำสาขาแม่ถาง จังหวัดแพร่ 2 เพื่อทราบผลของการปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูงในพื้นที่ลุ่มน้ำศึกษา ต่อสมบัติทางอุทกวิทยาของดิน ปริมาณน้ำท่า และคุณภาพน้ำ 3. เพื่อจำลองสถานการณ์การใช้ประโยชน์ที่ดินตามชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ต่อปริมาณน้ำท่าของพื้นที่ศึกษาโดยใช้แบบจำลอง SWAT 4. เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนในการวางแผนการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม การจัดการทรัพยากรน้ำ และการจัดการลุ่มน้ำอย่างยั่งยืนบนพื้นที่สูง

Abstract

การปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูงส่งผลให้ความหนาแน่นรวมของดินมากขึ้น ความชื้นในดินลดลงโดยเฉพาะการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ปลูก การระเหยน้ำมากกว่าพื้นที่ป่าไม้ สมรรถนะการซึมน้ำผ่านผิวดินเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าไม้ลดลง ทำให้โอกาสการเกิดน้ำไหลบ่าหน้าดินสูงขึ้น ส่งผลต่อการเกิดการชะล้างพังทลายของดินและการสูญเสียธาตุอาหารในดิน นอกจากนี้ปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำย่อยเกษตรคิดเป็นร้อยละ 52.20 ของปริมาณน้ำฝนรายปี ซึ่งมากกว่าลุ่มน้ำป่าไม้ประมาณ 5 เท่า เนื่องจากเมื่อฝนตกจะไหลลงสู่ลำธารอย่างรวดเร็ว โอกาสการกักเก็บน้ำในดินเพื่อเติมลงสู่ลำธารในช่วงแล้งจึงมีน้อย มีช่วงเวลาการไหลของน้ำในลำธาร 5 เดือน ในขณะที่คุณภาพน้ำของลุ่มน้ำย่อยเกษตรโดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูฝน พบว่า ความขุ่น ตะกอนแขวนลอย ปริมาณไนเตรท และฟอสเฟตที่มาจากปุ๋ยที่ใช้ในการเพาะปลูกมีค่าสูง ค่าดัชนีคุณภาพน้ำ (WQI) อยู่ในระดับเสื่อมโทรม แต่จะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝน นอกจากนี้ การประเมินปริมาณน้ำท่าโดยใช้แบบจำลอง SWAT โดยใช้การจำลองสถานการณ์ทั้ง 2 รูปแบบ พบว่าปริมาณน้ำท่ารายปีมีแนวโน้มลดลงแต่ปริมาณน้ำท่ารายเดือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูแล้งเมื่อเทียบกับการใช้ที่ดินปลูกข้าวโพดในปัจจุบัน ดังนั้น การวางแผนการใช้ที่ดินบนพื้นที่สูงและการเลือกชนิดไม้ปลูกอย่างเหมาะสม ร่วมกับการให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับมาตรการในการอนุรักษ์ดินและน้ำจึงมีความจำเป็นยิ่ง

Outputs

API url