โครงการเดี่ยว

  • 2555

  • inนายเจริญ กระบวนรัตน์, ศาสตราจารย์

  • inนายพีรเดช มาลีหอม, ผู้ช่วยศาสตราจารย์,inดร.จุฑามาศ สิงห์ชัยนรา, รองศาสตราจารย์,inดร.วิชาญ มะวิญธร, ผู้ช่วยศาสตราจารย์,inนายบัณฑิต เทียบทอง, อาจารย์,inนายชูโชค ชูเจริญ

  • โครงการวิจัยสาขาสังคมและพฤติกรรมศาสตร์

  • เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนพลศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษาของประเทศไทย

  • การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนพลศึกษาในโรงเรียนระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาของประเทศไทยใน 7 ด้าน คือ ครูผู้สอนพลศึกษา การจัดทำสาระหลักสูตร จำนวนชั่วโมงการเรียนการสอน การจัดโปรแกรมพลศึกษา สถานที่ อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก การจัดการเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้ โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 16 ท่านพิจารณา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ไปยังหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน 29,394 คน จากจำนวนโรงเรียนทั้งหมด 29,394 โรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร และมัธยมศึกษา จำนวน 2,141 คน จากจำนวนโรงเรียนทั้งหมด 2,141 โรงเรียน รวมจำนวนประชากรทั้งสิ้น 31,535 คน จากจำนวนโรงเรียนทั้งหมด 31,535 โรงเรียน ในเขตภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ กรุงเทพมหานคร และสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ได้รับคืนและมีความสมบูรณ์ จำนวน 25,771 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 81.72 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยการหาค่าร้อยละ และฐานนิยม ผลการวิจัยพบว่า: สภาพการจัดการเรียนการสอนพลศึกษาในระดับประถมศึกษา 1. ร้อยละของครูผู้สอนวิชาพลศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาในภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ และโรงเรียนสังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ไม่จบวุฒิการศึกษาทางด้านพลศึกษา คือ 51.10, 85.70, 59.75, 62.06, 31.74, 71.00, 24.75, และ 21.73 ตามลำดับ 2. ร้อยละของครูผู้สอนวิชาพลศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาในภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ และโรงเรียนสังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี คือ 93.57, 80.53, 78.54, 82.45, 90.47, 80.77, 72.38, และ 84.46 ตามลำดับ 3. ร้อยละของครูผู้สอนวิชาพลศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาในภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ และโรงเรียนสังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท คือ 0, 19.47, 21.33, 17.55, 9.53, 19.23, 15.63 และ15.54 ตามลำดับ 4. ครูผู้สอนวิชาพลศึกษามีภาระงานสอนระหว่าง 20 - 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และส่วนใหญ่สอนวิชาพลศึกษาและวิชาอื่น ๆ 5. โรงเรียนส่วนใหญ่จัดทำสาระหลักสูตรด้วยตนเอง ครูผู้สอนวิชาพลศึกษาเคยได้รับการฝึกอบรม การจัดทำหลักหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 6. โรงเรียนส่วนใหญ่ได้ศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฯในหัวข้อ ความมุ่งหมายและหลักการ ประเด็นสำคัญในการจัดการเรียนการสอนพลศึกษาในโรงเรียน และแนวการจัดการศึกษา คณะกรรมการฝ่ายวิชาการทำหน้าที่ในการกำหนดจำนวนชั่วโมงเรียนวิชา พลศึกษา ในทุกระดับชั้นมีการจัดการเรียนการสอนพลศึกษาเป็นสาระพื้นฐานทุกชั้นปี สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง และสอน 1 กิจกรรมเป็นส่วนใหญ่ 7. โรงเรียนประถมศึกษาเกือบทั้งหมด มีการดำเนินการจัดโปรแกรมการแข่งขันกีฬาภายใน เป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง กีฬาที่จัดแข่งขันส่วนใหญ่ ได้แก่ แชร์บอล กรีฑาประเภทลู่ ฟุตบอล 8. มีโรงเรียนบางส่วนที่มีการจัดโปรแกรมการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียน และมีส่วนน้อยที่จัดการสอนการสอนสำหรับเด็กพิเศษ โรงเรียนประถมศึกษาของประเทศไทย ส่วนใหญ่ มีการจัดกิจกรรมนันทนาการ 9. สถานที่ในการจัดการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาเป็นสนามกลางแจ้ง มีความปลอดภัย เพียงพอ และเหมาะสม ถูกสุขลักษณะ 10. โรงเรียนประถมศึกษาส่วนใหญ่ ครูผู้สอนวิชาพลศึกษา ได้มีการศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มีครูผู้สอนวิชาพลศึกษาได้ศึกษาเป็นบางคน และมีครูผู้สอนวิชาพลศึกษาจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ศึกษา 11. จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญประมาณ 75% มีการจัดการเรียนรู้ โดยไม่ยึดวิธีใดวิธีหนึ่ง ส่วนใหญ่ใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอยู่ในระดับน้อย มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์มากใน ทุก ๆด้าน 12. ตัดสินระดับคะแนนแบบใช้แบบอิงเกณฑ์ องค์ประกอบในการตัดสินระดับคะแนน ประกอบด้วยด้านทักษะ ความรู้ คุณธรรมและจริยธรรม สมรรถภาพทางกาย และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ กำหนดการให้คะแนนเท่ากับ 40, 30, 10, 20 และ 10 ตามล

  • ภาควิชาพลศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ บางเขน